ประวัติความเป็นมา
ยุคแรก
ในราวกลางปีพุทธศักราช 2483 ทางทวีปยุโรปเกิดสงครามการณ์ไม่สงบทางการเมืองระหว่างประเทศอังกฤษและประเทศ ฝรั่งเศสกับประเทศเยอรมันนี สมัยฮิตเลอร์เป็นใหญ่ในที่สุดก็ประกาศสงครามรบกัน มีประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมรบทั้ง 2 ฝ่าย และมีท่าว่าจะลุกลามมาถึงภาคตะวันออกไกล ซึ่งมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย คณะกรรมการสภากาชาดพิจารณาเหตุการณ์แล้วเห็นว่าสภากาชาดน่าจะเตรียมการ ช่วยบรรเทาทุกข์ไว้ให้พร้อมสรรพ เพื่อปฏิบัติงานได้โดยทันที งานเช่นนี้จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากแต่เกินกำลังเงินของ สภากาชาดจะหาได้ จึงตกลงให้ตั้งกองแยกเพิ่ม คือ กองอาสากาชาดรับสมัครผู้มีใจศรัทธาทำงานช่วยบ้านเมืองในด้านรักษาพยาบาล และสงเคราะห์ผู้บาดเจ็บป่วยไข้เมื่อเกิดภัยสงคราม หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์) ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกรรมการสภากาชาดไทย ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการกองอาสากาชาดคนแรก และหม่อมเจ้า สกลวรรณากร วรวรรณ ที่ปรึกษากระทรวงมหาดไทยและกรรมการ สภากาชาดไทย ทรงเป็นรองผู้อำนวยการเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2483 ส่วนเลขานุการให้ยืมเลขานุการสำนักงานกลาง คือ หม่อมเจ้าหญิงมารยาตรกัญญา ดิสกุล ไปช่วยทำงานก่อน 6 เดือน แล้วจึงให้กองอาสากาชาดเลือกหาเลขานุการเองภายหลัง แต่ปรากฎว่าได้ทำต่อเนื่องมานานถึง 8 ปี
เมื่อแรกตั้งกองนี้ มีเจ้าหน้าที่เพียง 3 ท่าน ดังกล่าวแล้ว ไม่มีสถานที่ทำงาน ไม่มีเงินจะใช้จ่าย และไม่มีเสมียนจะพิมพ์หนังสือ ฯลฯ โดยเหตุนี้จึงต้องยืมห้องเก็บของเล็กบนตึกอำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นสำนักงานชั่วคราว และขอแรงเสมียนจากสำนักงานกลางช่วยพิมพ์หนังสือ เครื่องใช้มีโต๊ะ 1 ตัว เก้าอี้ 3 ตัว กับเสื่อปูพื้นห้อง เผื่อเก้าอี้ไม่พอนั่ง คุณหลวงธำรง ฯ ท่านเป็นคนทำงานเร็ว ถี่ถ้วน รอบคอบ เมื่อคณะทำงานได้รับแต่งตั้งแล้ว ก็มีคำสั่งให้นัดประชุมกรรมการ ในวันรุ่งขึ้นทันทีในห้องประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีที่ทำการอยู่ในบริเวณพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติในขณะนี้ เพราะกระทรวงยุติธรรม แห่งใหม่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างการประชุมในตอนนั้นเน้นการกำหนด โครงการต่าง ๆ ผลที่ออกมา คือ ให้ประกาศรับสมัครผู้ปรารถนาจะช่วยบ้านเมืองในยามคับขันทั้งชายและหญิงเข้า เป็นสมาชิกอาสากาชาด โดยเสียค่าสมัครคนละ 15 บาท เรียกว่า ต้องเสียเงินมาทำงานกันและต้องการอบรมความรู้ในวิชาเฉพาะแผนกต่าง ๆ คือ ช่วยฝ่ายธุรการ การประดิษฐ์ การเลี้ยง อนามัยสงเคราะห์ สงเคราะห์ทางบ้าน บำรุงใจคนไข้และยานพาหนะ ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้เสร็จแล้วจะได้รับประกาศนียบัตร
อย่างไรก็ตาม มีความยุ่งยากเกิดขึ้นอีกเพราะไม่มีสำนักงานของทางอาสากาชาดเองต้องยืมสนาม ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น สวนอัมพร และหลังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นที่อบรม เผอิญในระหว่างนั้นนายโอวบุ้นโฮ้วเศรษฐีจีน เจ้าของห้างขายยาตราเสือมาเยือนไทย หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ท่านคงจะไปปรับทุกข์ให้ฟัง เขาจึงเกิดศรัทธาบริจาคเงินให้สร้างตึกที่ทำการกองอาสากาชาดในบริเวณโรง พยาบาลจุฬาลงกรณ์ แต่ยังขาดปัจจัยคือ เงิน เพราะเงินที่ได้จากสมาชิกคนละ 15 บาทนั้น ไม่พอเป็นค่าใช้จ่าย สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงพระกรุณาพระราชทานทรัพย์ช่วยจำนวนหนึ่งแต่ ก็ยังไม่พอ จึงต้องช่วยค้นหาเงินด้วยวิธีต่างๆ เช่น จัดการแข่งขันฟุตบอลการกุศล การแสดงเก็บเงิน ขายเลหลังของบริจาค ฯลฯ
ในระหว่างนั้น (พุทธศักราช 2483) เกิดมีกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เรื่องดินแดนด้านอินโดจีน และเกิดการสู้รบจนทหารบาดเจ็บ ทหารที่อยู่ชายแดนไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด จึงประกาศตั้งองค์การรักษาพยาบาลทหารในเขตหลังและตั้งคุณหลวงธำรงฯ เป็นผู้อำนวยการ ด้วยเหตุนี้กองอาสากาชาดจึงได้เข้าไปช่วยเหลืองานขององค์การรักษาพยาบาลทหาร ในเขตหลังโดยปริยาย ตอนนี้เองอาสากาชาดทุกแผนกถูกเรียกเข้าปฏบัติงานตามหน้าที่ซึ่งตั้งอยู่ใน สถานที่ต่างๆ เช่น โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ทำหน้าที่ช่วยพยาบาล ประกอบอาหาร บำรุงใจคนไข้ โดยช่วยเขียนจดหมาย หาหนังสือให้อ่าน เช็ดหน้า ล้างหน้า และจัดอาหาร ของต่างๆ ที่อาสากาชาดนำไปให้ทหารใช้โดยมากออกเงินส่วนตัวซื้อให้ เพราะไม่อยู่ในงบประมาณของทางราชการ พวกที่อยู่ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ก็เย็บเสื้อ กางเกง ที่นอน หมอน มุ้ง ตัดและเย็บผ้าทำแผล ม้วนผ้ายา ซึ่งมีจำนวนมากไม่น่าเชื่อ บางวันเย็บมุ้งขนาดคนเดียวได้ถึง 100 หลัง ม้วนผ้ายาพันแผลรวม ร่วมสองแสนม้วน จนพอให้กับความต้องการในไม่ช้า
พวกที่อยู่แผนกอนามัยสงเคราะห์ ก็ผลัดเวรกันไปช่วยพยาบาลทหารที่ป่วย ที่โรงพยาบาลทหาร จังหวัดนครราชสีมา ส่วนแผนกการเลี้ยง ผลัดเวรกันไปประกอบอาหารที่โรงพยาบาลสนาม อำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี (จังหวัดสระแก้วในปัจจุบัน) ผลกรณีพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนนี้ยุติลงด้วยการที่ประเทศไทยได้ดินแดนเขมรกลับ คืนมา 4 เมือง คือ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ และจำปาศักดิ์ (แต่พอสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ก็ต้องคืนให้กับฝรั่งเศสไป) ความคุกรุ่นของสงครามที่จวนแผ่ขยายเข้ามาคุกคามเมืองไทยเต็มที่ จนถึงวันที่ญี่ปุ่นจะบุกเข้าเมืองไทย คุณหลวงธำรงฯ ได้ใช้ให้เลขานุการของท่านโทรศัพท์ถึงท่านหญิงมารยาตรฯ โดยตรง (เพราะตอนนั้นสายโทรศัพท์ถูกดักฟังหมด) ให้จัดซื้ออาหารการกินที่เก็บได้หลายวันเก็บไว้ จนถึงคืนวันที่ 7 ธันวาคม 2484 กองกำลังของญี่ปุ่นก็บุกเข้ามาในประเทศไทย โดยผ่านเข้ามาทางอินโดจีน ทั้งทางบกและทางน้ำ กองกำลังที่จะต่อต้านของไทยนั้นมีจำนวนน้อยกว่าจึงต้องตกอยู่ในภาวะจำยอม ทหารญี่ปุ่นได้เดินทางเข้ามาที่ตึกอำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ท่านเจ้าคุณดำรงแพทยาคุณ (ชื่น พุทธิแพทย์) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จึงออกมาถามว่า "มาทำไมที่นี่" ทางทหารญี่ปุ่นบอก "ต้องการโรงพยาบาล" เจ้าคุณดำรงฯ ชี้แจงว่า ถึงแม้ที่นี่เป็นโรงพยาบาลของสภากาชาด มีหน้าที่ช่วยทหารเจ็บป่วยของคู่สงครามทุกฝ่ายก็จริง แต่โรงพยาบาลของสภากาชาดไทย มีข้อผูกพันกับสมาชิกที่บริจาคเงินบำรุงสภากาชาด และมีข้อตกลงกันไว้ว่า ถ้าเจ็บไข้สภากาชาดต้องช่วยรักษาพยาบาล จึงจำเป็นต้องมีที่ไว้ให้ ในที่สุดจึงให้ทหารญี่ปุ่นใช้สถานที่รักษาพยาบาลในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไป เพียงเท่าที่ให้ได้ เมื่อเมืองไทยกลายเป็นที่พักของกองทัพญี่ปุ่นไปแล้ว จึงเป็นจุดที่เครื่องบินของกองทัพสัมพันธมิตรต้องมาทิ้งบอมบ์ กองอาสากาชาดเลยมีงานเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งคือ ตั้งหน่วยบรรเทาภัยทางอากาศ สมาชิกหน่วยนี้มีทั้งหญิงและชายวัยฉกรรจ์หลายคนรวมอยู่ด้วย
หน่วยช่วยบรรเทาภัยทางอากาศ เท่าที่เห็นทำงานร่วมมืออยู่ด้วยกันในตอนนี้มีเพียง 3 หน่วยคือ
1. หน่วยของสมาคมปอเต็กตึ๊ง ออกเก็บศพ
2. หน่วยบรรเทาทุกข์ของสภากาชาดไทย เก็บคนบาดเจ็บที่ช่วยตัวเองไม่ได้ใส่เปลหาม ส่งเข้าโรงพยาบาล
3. หน่วยปฐมพยาบาลของกองอาสากาชาด ช่วยคนบาดเจ็บที่ยังเดินได้ ทำแผล ใส่ยา พันผ้า ให้ยาหอม ยาดม หรืออาหารบำรุงตามที่ต้องการ
ระเบียบว่าด้วยการช่วยเหลือ คือ พอได้ยินสัญญาภัยบอกให้ทราบว่า เครื่องบินกำลังมา ก็ให้เตรียมตัวออกช่วยเหลือ พอสัญญาหมดภัยขึ้นให้รีบมาที่กองอาสากาชาด แต่อาสากาชาดไม่รอ โดยมากมาถึงที่ทำการก่อนเครื่องบินทิ้งบอมบ์ ถ้าเครื่องบินทิ้งบอมบ์ตอนกลางคืน รุ่งเช้าก็ออกเยี่ยมอีกครั้งพร้อมด้วยเครื่องใช้ปฐมพยาบาลและอาหารมื้อเช้า คนมีชื่อเสียงในตอนนั้นสมัครเข้าเป็นอาสากาชาดกันมาก เพราะเป็นโอกาสได้ช่วยบ้านเมืองและประชาชนในยามฉุกเฉินจริงๆ ในระหว่างที่สงครามกำลังรุนแรงเมืองไทยก็ต้องประสบกับภัยที่กระหน่ำซ้ำเติม อีกคือ เกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อ พ.ศ.2485 น้ำเริ่มท่วมตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมาและสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงกลางเดือนตุลาคมเพราะฝนตกหนักมาก เวลาไปทำงานต้องพายเรือ ระดับน้ำขึ้นสูงสุดคือวันที่ 14 ตุลาคม ในตอนปลายสงครามซึ่งมีการทิ้งบอมบ์กันอย่างหนัก ตอนแรกๆ ก็ตกใจกันมาก แต่พอมาทิ้งบ่อยๆ เข้าก็ไม่ตกใจ ที่สนามหญ้าหน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีการปูธงกาชาดผืนใหญ่ ถ้าเครื่องบินเห็นเขาเห็นก็รู้และไม่ทิ้งระเบิด แต่ก็มีลูกหลงลงมาจนได้ โชคดีที่ไม่มีคนตาย ตอนสงครามเมืองไทยเข้ากับพวกญี่ปุ่น ดังนั้นถ้าจับเชลยฝ่ายพันธมิตรเช่น ชาติอเมริกัน อังกฤษ ฮอลันดา ฝรั่งเศส ได้ ก็จะส่งเข้าเก็บในค่าย แล้วค่ายพวกนั้นจะตั้งอยู่ในกรุงเทพ ตามที่ว่างกว้างๆ หรือไม่ก็ซ่อนกันตามหลังคาบ้านคนอื่น ส่วนพวกที่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยก็ส่งมารักษาในโรงพยาบาล ซึ่งจะเข้าจับไม่ได้ เพราะมีข้อตกลงกันว่า หากฝ่ายไทยจับเชลยได้จะเป็นผู้ดูแลเอง แล้วเวลาที่พวกเชลยหรือชาวต่างชาติที่อยู่ในไทยต้องการจะติดต่อกับญาติมิตร ที่เมืองนอก ทางสภากาชาดก็จะช่วยเหลือด้วยการส่งจดหมายชื่อว่า RED CROSS LETTER ให้ตัวจดหมายที่มีฟอร์มเขียนได้ 25 คำ ข้อความต้องเป็นเรื่องไต่ถามทุกข์สุขส่วนตัวไม่ใช่การเมือง เขียนเสร็จทางสภากาชาดก็ส่งไปยังสภากาชาดสากลในประเทศสวิตเซอร์แลนดต์ แล้วทางนั้นจะส่งต่อไปยังสภากาชาดของแต่ละประเทศให้ช่วยตามหาผู้รับตามที่ อยู่จ่าหน้าไว้ มีผู้มาฝากส่งจดหมายกันทุกวัน วันละหลายฉบับ มีทั้งฝรั่งและแขก แต่จะเป็นพวกคนอินเดียเสียโดยมาก
ครั้นสงครามโลกสิ้นสุดลงด้วยการยอมแพ้ของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488 การช่วยบรรเทาภัยทางอากาศก็เลิกไป แต่กองอาสากาชาดต้องทำงานอย่างอื่นอีก เพราะเชลยศึกชาวอังกฤษ ออสเตรเลียน และฮอลันดา ที่ถูกทหาญี่ปุ่นจับมากักขังไว้ให้ทำงานหนักต่างๆ เช่น ทำทางรถไฟสายมรณะจากกาญจนบุรีไปพม่า ถูกปลดปล่อยออกมาหมด เป็นคนเจ็บหรือผอมโทรมเสียมาก กองทัพสัมพันธมิตรมาขอใช้ตึกคนไข้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์หลายตึก และขอให้ช่วยทำอาหารเลี้ยงคนไข้ด้วย โดยมีนายทหารนายพันชาวอังกฤษซึ่งมีภัตตาคารในอังกฤษเป็นคนสอนการปรุง ทางกองอาสากาชาดได้รับมอบให้ทำอาหารเลี้ยงเฉพาะนายทหารชั้นสัญญาบัตร นอกจากต้องทำอาหารฝรั่งเลี้ยงพวกนี้แล้ว ยังต้องจัด "แคนทีน" ไว้เป็นที่พักผ่อนของพวกเขาสำหรับนั่งอ่านเขียนหนังสือ มีขายอาหาร เครื่องดื่มเล็กๆ น้อยๆ และใช้เป็นที่เล่นกีฬาในร่มอย่างหมากฮอสได้ด้วย ทหารเหล่านี้อยู่นานหลายเดือนกว่าจะเดินทางกลับประเทศของตนหมด
เมื่อสิ้นภาวะสงครามโดยหลักการแล้วงานของอาสากาชาดควร จะสลายตัวไปด้วย เพราะหมดงานฉุกเฉินที่จะต้องช่วยกันทำ แต่ก่อนที่สงครามจะยุติไม่นานนัก คุณหลวงธำรงฯ ในฐานะผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการกองอาสากาชาด ได้พิจารณาดูสถานการณ์แล้วเกิดความเสียดายที่สมาชิกอาสากาชาดผู้ได้รับ การอบรมและปฏิบัติงานเป็นอย่างดี จะแยกย้ายกันไปหมด จึงได้จัดตั้งสโมสรอาสากาชาดขึ้นเพื่อให้สมาชิกได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนวิชา ความรู้ หรือทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งในหมู่คณะเดียวกัน อันเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม หรือช่วยสภากาชาดในยามฉุกเฉินได้ทันที ท่านหญิงมารยาตรฯ ได้ปฏิบัติงานในฐานะทั้งเลขานุการกองอาสากาชาด และเลขานุการสำนักงานกลางจนกระทั่งคุณหลวงธำรงฯ ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการในปีพุทธศักราช 2494 ท่านจึงกลับมาปฏิบัติงานในตำแหน่งเลขานุการสำนักงานกลางแต่เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามกิจการของกองอาสากาชาดยังคงดำเนินต่อเนื่องเป็นอย่างดีจนถึงทุก วันนี้
พ.ศ. 2494 - 2502 - 2507
ในยุคของท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม และพลโทพระยาอภัยสงคราม เป็นผู้อำนวยการกองอาสากาชาดภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สงบลง กิจการของกองอาสากาชาดก็ยังคงดำเนินมาเรื่อยๆ ความเข้มข้นของงานก็เป็นไปตามสถานการณ์ บุคลิกบารมีของผู้นำ และความสะดวกต่างๆ ที่มีในช่วงนั้น ได้เกิดอัคคีภัยในกรุงเทพมหานครบ่อยครั้ง อาสากาชาดได้ไปประกอบอาหารเลี้ยงผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองที่ ไปปฏิบัติหน้าที่ ที่ทำได้ก็เพราะกองอาสากาชาดมีรถยนต์ซึ่งดัดแปลงเป็นครัวประกอบอาหารได้ เรียกว่า "รถเสบียง" โดยได้รับบริจาคจากท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ผู้อำนวยการของอาสากาชาดเป็นผู้รับมอบ ได้ใช้งานจนกระทั่งชำรุดทรุดโทรมหมดสภาพและมอบให้โรงเรียนช่างกลนำไปถอด เครื่องยนต์ออกสำหรับสอนนักเรียนช่างกล
- ตามปกติอาสากาชาดจะช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ แก่คนไข้ที่แผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทุกวันทำการ และโรงพยาบาลหญิง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลราชวิถี โดยช่วยดูแลเด็กอ่อน พันผ้ากอซ ทำลำลีเป็นก้อน จัดทำผ้าพันแผล ฯลฯ ตามแต่จะช่วยได้สัปดาห์ละ 3 วัน - ตามปกติอาสากาชาดจะช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ แก่คนไข้ที่แผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทุกวันทำการ และโรงพยาบาลหญิง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลราชวิถี โดยช่วยดูแลเด็กอ่อน พันผ้ากอซ ทำลำลีเป็นก้อน จัดทำผ้าพันแผล ฯลฯ ตามแต่จะช่วยได้สัปดาห์ละ 3 วัน
- ช่วยงานกาชาดประจำปี
- ช่วยปฏิบัติงานบรรเทาทุกข์ อากาศหนาว น้ำท่วม ซึ่งในยุคนั้นกิจกรรมอาสากาชาดโด่งดังมาก จังหวัดต่างๆ ให้ความร่วมมือดี
- เมื่อมีการอพยพญวณกลับประเทศเวียดนาม เจ้าหน้าที่ของสภากาชาดเวียดนามเหนือได้มาพักอาศัยที่เรือนโรงของกองอาสา กาชาด
- เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างการดำเนินการอพยพ
- การอบรมอาสากาชาด ได้ดำเนินการฝึกอบรมอาสากาชาดจำแนกประเภทต่างๆ ตามลักษณะงานได้แก่ แผนกช่วยฝ่ายธุรการ แผนกการประดิษฐ์ แผนกการเลี้ยง แผนกอนามัยสงเคราะห์ แผนกสงเคราะห์ทางบ้าน แผนกบำรุงใจคนไข้ แผนกยานพาหนะ ในการปฏิบัติงานก็เป็นไปตามความสมัครใจ และความถนัด ใครถนัดทางใดก็รวมกลุ่มเข้าปฏิบัติในกลุ่มนั้นๆ แผนกสงเคราะห์ทางบ้านได้ไปเยี่ยมผู้ป่วยของมูลนิธิราชประชาสมาสัย เยี่ยมเยียนดูแลทหารผ่านศึกด้วย
พ.ศ. 2507 - 2517
ในยุคของหลวงถวิลเศรษฐพณิชยการ เป็นผู้อำนวยการ กองอาสากาชาดได้ริเริ่มโครงการอบรมอาสากาชาดจังหวัด ส่วนงานต่างๆ ก็ถือปฏิบัติเช่นเดิม มีเหตุการณ์คับขันทางการเมืองในเดือนตุลาคม 2516 รวมทั้งในสภากาชาดไทยด้วย อาสากาชาดได้มีโอกาสบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอีกโดยช่วยทำอาหารให้ คนไข้
พ.ศ. 2517 - 2534
เมื่อภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายคอมมูนิสต์รุนแรงขึ้น ทำให้ทหารและตำรวจรวมทั้งอาสาสมัครได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบมาพักรักษาตัว ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและโรงพยาบาลตำรวจเพิ่มมากขึ้น อาสากาชาดก็ได้มีโอกาสปฏิบัติงานช่วยเหลือดูแลผู้ที่บาดเจ็บและเจ็บป่วยจาก การปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นที่โรงพยาบาลที่ได้กล่าวนามมาแล้ว จนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ในปี 2518 สถานการณ์ทางการเมืองรุนแรงยิ่งขึ้น ฝ่ายคอมมูนิสต์ได้เข้ายึดอำนาจรัฐของประเทศในอินโดจีน ได้แก่ ลาว เขมร เวียดนาม เป็นผลสำเร็จประมาณกลางเดือนเมษายน 2518 ได้มีผู้อพยพจากกลุ่มประเทศในอินโดจีนอพยพเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ทางราชการและสภากาชาดไทยได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่บุคคล เหล่านั้นตามหลักการกาชาด ล่วงมาจนถึงเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2522 การสู้รบในเขมรรุนแรงขึ้นอีกเนื่องจากเวียดนามได้เข้ามายึดครองประเทศเขมร ทำให้ราษฎรชาวเขมรอพยพหนีภัยการสู้รบเข้ามาในประเทศไทยในพื้นที่ของจังหวัด ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด โดยเฉพาะที่บ้านเขาล้าน ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ได้มีชาวเขมรอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมากนับแสนคน ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายกเหล่ากาชาดจังหวัดตราดได้นำความเรียนเลขาธิการ สภากาชาดไทย ขอความช่วยเหลือ ความทราบถึงองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้สภากาชาดไทยจัดตั้งศูนย์รับผู้อพยพขึ้นที่บ้านเขา ล้าน ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เป็นศูนย์รับผู้อพยพ ดำเนินการภายใต้พระบรมราชินูปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย อาสากาชาดก็ได้เข้าช่วยปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์เขาล้านนี้ โดยผลัดเปลี่ยนกันผลัดละ 10 วัน ช่วยดำเนินการอยู่จนกระทั่งได้มีการยุบเลิกไปในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2529 การปฏิบัติงานของอาสากาชาดยังคงดำเนินการต่อมาที่โรง พยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลราชวิถีด้วย งานของอาสากาชาดได้แบ่งการปฏิบัติงานสรุปได้ดังต่อไปนิ้
1. การอบรมวิชาอนามัยในบ้านและการอบรมอื่นๆ
2. การช่วยราชการทหาร ตำรวจ การปฏิบัติงานช่วยดูแลบำรุงขวัญทหาร ตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ
3. การช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย
4. การสงเคราะห์คนยากจน
5. การหารายได้ในงานกาชาด ร้านพฤกษากาชาด
6. การหาทุนของอาสากาชาดเพื่อปฏิบัติงานโครงการต่างๆ
ในยุคของหม่อมราชวงศ์พัฒนไชย ไชยันต์ นอกจากงานตามปกติแล้วยังได้ขยายงานของอาสากาชาดออกไปตามความเปลี่ยนแปลงและ สถานการณ์ของบ้านเมืองได้แก่ ออกเยี่ยมเยียนหน่วยตำรวจตระเวนชายแดน เยี่ยมทหารผ่านศึกเวียดนามที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่เช่น เลี้ยงอาหาร บำรุงใจ ฯลฯ การอบรมอาสากาชาดจังหวัด การอบรมอาสากาชาดตามหลักสูตรและการบรรเทาทุกข์ก็ยังคงดำเนินการต่อไป เป็นที่น่าเสียใจที่หม่อมราชวงศ์พัฒนไชย ไชยันต์ ได้ถึงแก่อนิจกรรมลงในปี 2534 ท่านผู้หญิงนวลผ่อง เสนาณรงค์ ได้เข้ารักษาการในตำแหน่งสืบต่อมา ได้มีการปรับปรุงส่วนงานภายในและการบริหารเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงการปรับปรุงห้องประชุมทั้ง 2 ห้องให้ทันสมัยยิ่งขึ้น แต่ก็เป็นที่น่าเศร้าสลดใจอีกที่ท่านผู้หญิงนวลผ่อง เสนาณรงค์ ได้ถึงแก่อนิจกรรมลงอีกในปี 2540 ซึ่งคุณหมอพิชิต สุวรรณประกร ได้เข้าดำรงตำแหน่งสืบต่อมา 22 มิถุนายน 2539 กองอาสากาชาดได้เปลี่ยนชื่อเป็น สำนักงานอาสากาชาด โดยคุณหมอพิชิต สุวรรณประกร ได้ปรับปรุงและพัฒนางานอย่างรวดเร็ว นับจากปี พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา เพราะแม้จะยังคงยึดกรอบปฏิบัติ (Framework) เดิมทุกประการแต่ทิศทาง (Direction) ในการก้าวเดินไปข้างหน้าของอาสากาชาดได้เพิ่มเติมอย่างชัดเจนขึ้นอีก 4 แนวทาง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมสุขภาพ บรรเทาสาธารณภัย และอนุรักษ์ศิลปกรรม-สิ่งแวดล้อม โดยแนวทางทั้ง 4 ลักษณะ แตกย่อยออกเป็นโครงการต่างๆ มากมาย เป็นกลยุทธ์การทำงานเชิงรุกเพื่อสังคมผู้ยากไร้ ทั้งนี้เพื่อช่วยแก้ปัญหาทางสังคมและสุขอนามัยของประชาชน ซึ่งจะได้กล่าวถึงในตอนท้าย คุณหมอพิชิต สุวรรณประกร ได้ขอลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานอาสากาชาดโดยเหตุผลส่วนตัว แต่ท่านก็ยังแวะเวียนมาช่วยปฏิบัติงานตามแต่โอกาสจะอำนวย ส่วนใหญ่จะเน้นงานที่ท่านได้ริเริ่มไว้ และยังคงต้องปฏิบัติต่อเนื่องเพื่อความสัมฤทธิ์ผลของงาน ได้แก่โครงการอาสากาชาดฟื้นฟูสุขภาพถึงบ้าน โครงการอาสา "เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก" สำหรับช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โครงการขจัดโรคขาดสารไอโอดีนเฉลิมพระเกียรติ ฯลฯ เมื่อคุณหมอพิชิต สุวรรณประกร ได้ขอลาออกจากตำแหน่งแล้ว ทางสภากาชาดไทยจึงได้มีคำสั่งให้นายแพทย์อดิเรก ณ ถลาง ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย มารักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานอาสากาชาด ตั้งแต่ 7 พฤศจิกายน 2540 จนถึง 30 กันยายน 2543 และ ศ.นพ.ดำรง เหรียญประยูร ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานอาสากาชาด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 จนถึงปัจจุบัน
การปฏิบัติงานของอาสากาชาดในปัจจุบัน อาสากาชาดได้กระจายกันออกปฏิบัติงานตามโรงพยาบาลและหน่วยงานต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. สโมสรอาสากาชาด
2. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
- ตึก ภปร
- ตึก สก
- หน่วยจ่ายกลาง
- แผนกจิตเวช
3. โรงพยาบาลราชวิถี
4. โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
5. โรงพยาบาลตำรวจ
6. ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ
- ห้องพักหลังบริจาคโลหิต
- ห้องบรรจุขนมปัง
- ห้องพลาสมา
7. อาสากาชาดประดิษฐ์ดอกไม้
8. อาสากาชาดฟื้นฟูสุขภาพถึงบ้าน
9. อาสากาชาดบำรุงใจและปลอบขวัญเด็กหญิงบ้านพญาไท
10. ห้องได้บุญ สำนักงานจัดหารายได้
11. ห้องปฏิบัติงานอาสากาชาด
12. กิจกรรมเฉพาะกิจ
นอกจากนั้น สำนักงานอาสากาชาดได้จัดการอบรมแก่สมาชิกอาสากาชาดใหม่ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 50-60 คน และทำการสถาปนา 2 ครั้ง ทำให้ได้อาสากาชาดใหม่มาปฏิบัติงานปีละ 100 ถึง 120 คน ในการจัดอบรมนี้ทางแผนกการเลี้ยงและสโมสรอาสากาชาดเป็นผู้จัดทำอาหารกลางวัน และของว่างตลอดการอบรม ในช่วง พ.ศ. 2537 - 2542 เป็นต้นมา สำนักงานอาสากาชาดได้ริเริ่มโครงการใหม่เพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ของสังคม ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ดำเนินการโดยอาสากาชาดซึ่งรวมถึงการจัดหาทุนเพื่อดำเนินงานของ โครงการ/ การวางแผนดำเนินการ/ การออกปฏิบัติงาน (โดยออกค่าใช้จ่ายเอง) และบางครั้งได้รับการสนับสนุนด้านยานพาหนะซึ่งอาสากาชาดเป็นผู้จัดหามา ในปี พ.ศ.2542 สโมสรอาสากาชาดได้รวบรวมเงินบริจาคจัดซื้อรถบรรทุกขนาด 6 ล้อ บริจาคให้แก่สำนักงานอาสากาชาด เพื่อใช้ในกิจการของอาสากาชาด ซึ่งทำให้คล่องตัวขึ้นพอสมควร แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
โครงการต่าง ๆ ที่ได้ริเริ่มและดำเนินการโดยสำนักงานอาสากาชาดได้แก่
1. โครงการอาสากาชาดฟื้นฟูสุขภาพถึงบ้าน
2. โครงการอาสา "เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก" สำหรับช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
3. โครงการขจัดโรคขาดสารไอโอดีนเฉลิมพระเกียรติ เป็นโครงการร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และสภากาชาดไทย
4. โครงการอาสากาชาดนักเรียนแกนนำต้านภัยยาเสพติด สำหรับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร
5. โครงการอาสากาชาดร่วมใจช่วยเด็กไทยในถิ่นทุรกันดาร
6. โครงการเครือข่ายอาสากาชาดบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย (อัคคีภัย) ในกรุงเทพมหานคร เป็นโครงการความร่วมมือของสำนักงานอาสากาชาด สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สำนักงานยุวกาชาด และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
7. โครงการบำรุงใจและปลอบขวัญเด็กผู้ด้อยโอกาส เป้าหมายได้แก่ เด็กหญิงในสถานแรกรับเด็กหญิงพญาไท กรมประชาสงเคราะห์
8. โครงการอาสากาชาดบำรุงขวัญผู้ป่วย ดำเนินการในช่วยเดือนธันวาคม - มกราคม ของทุกปี โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เป็นองค์ประธาน
อนึ่งตึกที่ทำการของอาสากาชาดและสโมสรอาสากาชาดได้ ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา ทางสภากาชาดไทยได้กรุณาอนุมัติงบประมาณในปี พ.ศ. 2541 ซ่อมแซมตึกสุทธาสา เพราะหลังคารั่ว ผนังตึกชำรุด ในปี พ.ศ.2542 ซ่อมแซมตึกสโมสรอาสากาชาดซึ่งชำรุดทรุดโทรมมาก หลังคารั่ว ผนังตึก ท่อน้ำ สายไฟ สุขภัณฑ์ชำรุด เพราะอาคารสโมสรนี้ได้ถูกหน่วยงานอื่นยืมไปใช้งานถึง 23 ปี บัดนี้ก็ได้ซ่อมแซมแล้วตามรูปแบบอาคารเดิม คงจะใช้งานได้อีกนาน
อาสากาชาดได้อยู่ยั่งยืนยงมาได้ 60 ปีแล้ว และคงจะอยู่คู่กับสภากาชาดตลอดไป เพราะการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่งของคน ยังมีคนในโลกอีกมากมายที่ต้องการความช่วยเหลือไม่ว่าชาติใด ภาษาใด ก็ล้วนแต่เป็นเพื่อนมนุษย์ของเราทั้งนั้น พวกเขายากจน เจ็บป่วยทุกข์ยาก อดอยาก ด้อยการศึกษา ฯลฯ พวกเขากำลังรอรับความเมตตาจากท่านทั้งหลาย อาสากาชาดเป็นผู้ที่พร้อมแล้วทั้งกายและใจที่จะช่วยเขาเหล่านั้น โอกาสทองที่จะบำเพ็ญประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์อยู่แค่เอื้อมของท่านแล้ว
วัตถุ ประสงค์
เพื่อบำรุงบุคคลจำพวกหนึ่งเรียกว่า "อาสากาชาด" ขึ้นไว้ในสาขากาชาดทั้งหลาย สำหรับให้อุปการะโดยทันท่วงที และโดยมีประสิทธิภาพในเวลาฉุกเฉินแห่งสงคราม หรือภยันตรายสาธารณะประการหนึ่งและสำหรับออกกำลังช่วยดำเนินการงานของสภา กาชาดในเวลาปกติอีกประการหนึ่ง
หน้าที่ความรับผิดชอบ
กองอาสากาชาดมีหน้าที่อบรมสมาชิกอาสากาชาดไว้เพื่อให้ทำการอุปการ สงเคราะห์โดยทันท่วงทีและโดยมีประสิทธิภาพในเวลาฉุกเฉินแห่งสงคราม หรือเหตุการณ์สาธารณภัยพินาศ และเป็นกำลังดำเนินงานของสภากาชาดในเวลาปกติ
ภารกิจหลักของสำนักงานอาสากาชาด มีหน้าที่อบรมสมาชิก "อาสากาชาด" ให้มีความรู้ ความสันทัด ในงานอุปการสงเคราะห์โดยทันท่วงทีและโดยมีประสิทธิภาพในเวลาฉุกเฉินเมื่อมี เหตุการณ์ไม่สงบหรือเหตุการณ์สาธารณภัยพิบัติ และช่วยปฏิบัติงานให้แก่ สภากาชาดไทยในเวลาปกติ และช่วยสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมต่างๆของสำนักงานอากาชาด