ความโชคดี ในเกาะBatam ประเทศอินโดนีเซีย

เรื่อง : พี่ตุ๊ก ตุ๊ก และคณะ

         

       นับเป็นความโชคดีของพวกเราอย่างที่สุด ที่ได้รับโอกาสจากสำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย ให้เข้าร่วมโครงการ Batam Friendship Youth Camp 2010 เป็นเวลา 4 คืน 5 วัน ระหว่างวันที่  22-26 มิถุนายน  2553 ณ Palm Spring Golf Resort  เกาะ Batam ประเทศอินโดนีเซีย มีผู้เข้าร่วม Camp ดังนี้ อินโดนีเซีย 418 คน สิงคโปร์  70 คน  มาเลเซีย 18 คน เยอรมัน 2 คน และพวกเราตัวแทนจากประเทศไทย 5 คน

          Batam คือ อะไร ? พวกเราสงสัยถามและคิดไว้ในใจ

          พวกเราทั้ง 5 คน ประกอบด้วยพี่ใหญ่แห่งทริป  (ตัวใหญ่มาก) “พี่ตุ๊ก” อรปภา  ชาติน้ำเพ็ชร ผู้ชำนาญการ วิทยาจารย์ 6 เจ้าหน้าที่จากสำนักงานยุวกาชาด  “น้องอีฟ”(สาวเขมะฯ) “แตม”(หมวยสมุทรปราการ) “อูม”(หนึ่งเดียวจากอีสาน) “กิ๊ก”(ขวัญใจชาวอินโดฯ) ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เรียงตามความสวย...ฮา อายุด้วย พวกเรานัดเจอกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ (เป็นสนามบินติดหนึ่งในสิบที่ดีที่สุดในโลก) เวลา 6 โมงเช้า สภาพทุกคน ณ ตอนนั้น ดูร่าเริง สดใสกระฉับกระเฉง พร้อมที่จะไปผจญภัย ณ เกาะ Batam ทริปในครั้งนี้ โดยเฉพาะสาวน้อยจากสมุทรปราการ ได้รับขวัญและกำลังใจจากเพื่อนพ้องน้องพี่ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ และคณะอาจารย์ไปส่ง พร้อมมอบของที่ระลึกให้กับพวกเราทั้ง 5 ขอกราบขอบพระคุณท่านมา ณ โอกาสนี้

         การเดินทางของพวกเรามีโอกาสได้สัมผัสแผ่นดินถึง  2 ประเทศ คือ สิงคโปร์และอินโดนีเซีย เนื่องจาก เกาะ Batam อยู่ท้ายสิงคโปร์นี่เอง พวกเราได้ลงเครื่องที่สนามบินสิงคโปร์(ก็เป็นสนามบินติดหนึ่งในสิบที่ดีที่สุดเช่นกัน) ออกจากการตรวจคนเข้าเมือง กะว่าจะนั่งแท็กซี่ทั่วไปแต่ก็ไม่สามารถเพราะกฎหมายของสิงคโปร์ห้ามผู้โดยสารนั่งรถเกิน 4 คนพวกเราต้องเหมาเช่ารถภายในสนามบิน ถึงท่าเรือเพื่อข้ามไปประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งราคาแพงมากตั้ง 50 เหรียญ สิงคโปร์แนะ !  และได้นั่งเรือ Ferry จากสิงคโปร์  ไปยังเกาะ Batam จุดหมายปลายทางของพวกเรา และความโชคดีก็เกิดขึ้นกับคณะของเราอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเราถึง แผ่นดินอินโดนีเซีย ... พวกเรามองซ้ายมองขวา มองหน้า มองหลังเพื่อหาสัญลักษณ์ Red Cross ของอินโดนีเซีย แต่เราไม่พบ  โอ้ !

พระเจ้า ไม่มีใครมารับเราหรือนี่? ! ทำงั้ยดี ! ทำงั้ยดี !   แต่ในความโชคร้าย ก็มีความโชคดีเกิดขึ้นกับพวกเรา เราได้พบกับ “Patric” ชายหนุ่มที่แสนดี อบอุ่น เขาเป็นชายสัญชาติ อินเดีย –สิงคโปร์ เขาเคยทำงานที่ประเทศไทย ต้องบอกว่า เขาชื่นชมเมืองไทยของเรา เขาจึงช่วยเหลือพวกเรา โดยโทรศัพท์หาผู้ประสานงานของสภากาชาดอินโดนีเซียก็ยังติดต่อไม่ได้ พวกเราจึงเรียก Taxi เพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง โอ้พระเจ้า! คนขับแท็กซี่ พูดอังกฤษไม่ได้อีก ว้าว ! เลยต้องใช้ยิ้มสยามของสาวสวยทั้ง 5 เป็นการสื่อสาร และอีกสาเหตุหนึ่งที่ “Patric” ช่วยเรา เพราะเขากลัวจะเกิดอันตรายกับพวกเรา  เขาเหมือนจะไม่ไว้ใจใครที่ท่าเรือสักเท่าไหร่  เมื่อถึงค่ายที่พัก ...โอ้โห ทำไมสวยอย่างนี้ ค่ายยุวกาชาดหรือนี่ ? เอาไปเลย 5 ดาว ติดทะเล เป็นสนามกอล์ฟถึง 18 หลุม บรรยากาศดี้ดี!...ขอบอก เหมาะสำหรับการจัดค่ายมาก

         สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ การลงทะเบียน รายงานตัว เราเสียค่าเข้าร่วมกิจกรรมคนละ 50 เหรียญสิงคโปร์ ก็ราวๆ 1,180 บาท  พวกเราได้รับอุปกรณ์ยังชีพ ฮ่า ฮ่า เป็นกระเป๋าเป้สีฟ้า หมวกขาว  เสื้อขาว ป้ายชื่อและใบเบิกทางเพื่อรับประทานอาหาร วันหนึ่ง กินสามมื้อ ที่พักของพวกเราเป็นเต็นท์ ซึ่งเราเตรียมใจกันมาแล้วละ พวกเราได้เต็นท์ คนละ 1 หลัง แต่ก็แปลกใจ เพราะตามประสบการณ์ของพี่ตุ๊ก  เต็นท์ที่ได้รับ รู้สึกว่าเป็นเต็นท์สำหรับรับลม ไม่สามารถทนฝนได้แน่! พี่ตุ๊กจึงให้พวกเราขอผ้าใบเพื่อจะทำเป็นหลังคาป้องกันฝนและปูเป็นพื้นเพื่อไม่ให้น้ำซึมเข้าภายใต้ที่นอน (สิ่งที่ขอไม่ได้รับการร้องขอสักอย่าง)ตกกลางคืน ฝนตกน้ำเข้าเต็นท์ นอนเปียกกันทั้งคืน (ในคืนแรก) เลยทำให้พวกเราต้องย้ายที่นอนไปนอนห้องของพี่ตุ๊ก พี่ตุ๊กเลยไม่เหงาที่ได้มีเพื่อนร่วมเรียงเคียงหมอนนอนอีก 4 สาว ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีเรื่องที่ 3

                                                                   

            เช้าที่ 23 มิถุนายน 2553 โชคดีเรื่อง ที่ 4 ตามกำหนดการทุกคนต้องออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง สดชื่น เพื่อเป็นการเตรียมร่างกายรับกิจกรรมใหม่ๆ ปรากฏว่าฝนตกตั้งแต่ตี 4 ก็เลยงดกิจกรรม แต่พอถึงเวลา 08.30 น. เปิดโครงการ Batam Friendship Youth Camp 2010 ท้องฟ้าสดใส อากาศดีมาก ทุกคนมาพร้อมกันที่สนาม ผู้อำนวยการกาชาด Batam เป็นสาวสวย ลักษณะผู้ใหญ่ใจดี เหมือนผู้อำนวยสำนักงานยุวกาชาดเลย ฮ่า ฮ่า พิธีเปิดนี้เขาจัดได้ใหญ่นะ ดูจากการเตรียมการ มีผู้ใหญ่ทั้งเกาะ Batam มาร่วมงาน สวมชุดข้าราชการ พลเรือน ทหาร ทำให้เห็นว่ากิจการกาชาดที่นั้น ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งราชการและเอกชน กลุ่มที่เล็กที่สุดคือประเทศเยอรมันมา 2 คน เราเป็นประเทศรองจากเยอรมัน ได้รับความสนใจ จากเพื่อนๆทั้งอินโดนีเซียและต่างชาติ ที่รู้ก็เพราะพวกเราวัดจากเรตติ้งในการขอถ่ายรูปจากเพื่อนชาวค่าย ( ขายดีจริงๆ )พิธีเปิดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เริ่มจากเชิญธงค่าย คนเชิญธงเดินเท่มาก เข้มแข็ง (แอบเห็นคนเชิญธงซ้อมแล้วซ้อมอีก) มิน่าล่ะจึงทำให้งานไม่พลาดขั้นตอนการเปิดงานก็คล้ายบ้านเรา คือ กล่าวรายงาน กล่าวเปิดงาน ปล่อยลูกโป่ง การแสดงรำอวยพร การแสดงของชนพื้นเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มของปาปัว ได้มีโอกาสคุย นึกว่าเป็นประเทศปาปัวนิวกีนี แต่ไม่ใช่ เป็นเพียงเกาะหนึ่งของอินโดนีเซีย ซึ่งนั่งเครื่องบินประมาณ 8 ชั่วโมง (เขาพูดตลกว่า เหมือนกับว่านั่งไปญี่ปุ่นเลย) แต่ขอ Confirm ว่าเพื่อนเราชาวปาปัวน่ารักที่สุดในกลุ่ม ตั้งแต่ผู้นำจนกระทั่งเด็กนักเรียน “very nice” มาก หลังพิธีเปิดฝนตกอีก  กิจกรรมที่วางแผนไว้ในค่ายทำอะไรไม่ได้ ก็เปลี่ยนแผน โดยจัดรถบัส 4 คัน พาออกไปทัศนศึกษา เมือง Batam ชมเมือง มหาวิทยาลัย โรงงานอุตสาหกรรม  รีสอร์ท  ที่มีเจ้าแม่กวนอิมที่สวยที่สุดในอินโดนีเซีย สะพานแขวน ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของ Batam และที่จะอดบอกไม่ได้ คือ ผลไม้ ชนิดแรกที่พวกเราได้กิน ลองทายเล่นๆ ซิว่า มันคืออะไร ใบ้ให้ก็ได้ “ลูกสีแดง เนื้อใส ข้างในมีเม็ด 1 เม็ด รสชาติหวาน กรอบอร่อย เหมือนที่ภาคใต้ของเราที่อำเภอนาสาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ” รู้แล้วซินะว่าเป็นเงาะงั้ย! พ่อค้าผูกพวงเงาะเป็นกิ่งเล็กๆ มี 10 ลูก 3 พวง ราคา 10,000 รูเปีย ว้าว !ได้ใช้เงินหมื่นอีกแล้ว (มีความสุขจัง)  ขอบอกว่าเวลาที่ เกาะนี้ เท่ากับเวลาไทยเลย เพราะเรามีเส้นแวงแนวเดียวกัน จึงทำให้พวกเรารู้สึกว่าเราอยู่ในประเทศไทย เพราะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นผลไม้ ผัก ต้นไม้ ผิวพรรณ บ้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่เหมือนภาคใต้ พวกเรากลับถึงค่าย เวลา 17.30 น. พักผ่อน รอรับประทานอาหาร และร่วมกิจกรรมภาคค่ำบนเวที เป็นการแสดงวัฒนธรรมของแต่ละเมือง ซึ่งของไทยเรา จะเป็นคืนต่อไป ได้นอนกับพี่ตุ๊กอีกแล้ว เพราะฝนตก (โชคดีจัง ที่ฝนตก) อ้อ ก่อนจะจบวันนี้  สิ่งที่พวกเราประทับใจวันนี้ก่อนนอน ก็ได้เห็นอาสากาชาด Batam ซึ่งจะมีทีมงานประมาณ 30 -40 คน ทำงานด้วยความเข้มแข็งใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เพราะเขาได้ทำงานอาสาสมัคร ดูแลน้อง และเพื่อนชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นช่วงพิธีเปิด การพาไปทัศนศึกษา หรือแม้กระทั่งบนเวทีช่วงกลางคืน ทุกคนทำงานในหน้าที่ขอตนเองได้ดีเยี่ยม ขอยกนิ้วให้ (คุณเป็นมืออาชีพจริงๆ)

            วันที่ 25 มิถุนายน  2553 เช้านี้อากาศดีมาก เราได้นัดเวลาการดำเนินกิจกรรมต่างๆ รวมตัวกันที่สนามและแบ่งกลุ่ม แนะนำตัวเริ่มจากกลุ่มย่อยไปหากลุ่มใหญ่  5 คน เป็น 10 คน เป็น 20 คน แล้วก็ได้กลุ่มที่จะเข้าฐานกิจกรรม มีเพลงประจำทีม หัวหน้าทีม คำขวัญทีม วันนี้ มีทั้งหมด 7 ฐาน พวกเราประทับใจในแต่ละฐานแตกต่างกัน ซึ่งดูจากการจัดกิจกรรมได้ใช้พื้นที่ได้ดีมาก “กิ๊ก ขวัญใจชาวอินโด”ประทับใจฐานการเตรียมพร้อมภัยพิบัติ เกมที่ใช้เป็นสื่อในการสอน และโดยใช้ผู้เล่นเป็นศูนย์กลาง มีส่วนรวมของกิจกรรม ใช้เกมงูตกบันได มีขนาดใหญ่ประมาณ กว้าง ยาว 4 x 4 เมตร แล้วทอยลูกเต๋าเดินตามตัวเลขที่ทอยได้ ทุกจุดจะอธิบายว่าเมื่อเราต้องเจอกับภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว เราต้องรับมือกับมันอย่างไร โดยเริ่มตั้งแต่ตัวเราเจอเหตุการณ์ จะต้องโทรแจ้งข่าวกับศูนย์รับแจ้งเตือน ให้การช่วยเหลือ อย่างเช่น ในประเทศไทยเราจะโทร 1669 (สนุกมากค่ะ ได้รับความรู้มากด้วย ใช้เวลา ตั้งเกือบชั่วโมงแน่ะ แต่คุ้มมาก) ส่วน“อูม สาวจากอีสาน” ประทับใจฐานเบ็ดเตล็ดซึ่งเป็นเกมหลากหลาย ประโยชน์ที่ได้เป็นเรื่องของความสามัคคี ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม ความสนุกสนาน ทำให้ไม่คิดถึงบ้าน การไว้วางใจซึ่งกันและกันในทีม และช่วยเหลือกัน เพราะเกมมีการจับเพื่อนในทีมเป็นตัวประกัน ถ้าไม่ร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อที่ถูกจับเป็นตัวประกันจะเปียก เพราะมีลูกโป่งใส่น้ำอยู่บนหัว ดังนั้นต้องช่วยกันคิดและทำให้สำเร็จภารกิจ (ฮ่า ฮ่า กลุ่มเราทำไม่สำเร็จเพื่อนเราเปียกทุกคนเลย) ส่วนสวยน้อยอีฟ ประทับใจฐานทำของที่ระลึก ฐานนี้เป็นที่ชื่นชอบของคนในค่าย เพราะจะได้ทำสิ่งของขึ้นมาเพื่อให้เพื่อนในค่าย เป็นตุ๊กตาพื้นเมือง Batam ซึ่งทำยากมาก (ในความรู้สึก) ต้องสานด้วยเชือกซึ่งพวกเราไม่เคยทำเลย แต่ก็สำเร็จได้ (ภูมิใจจัง) นอกจากตุ๊กตาพื้นเมืองแล้ว ก็ทำเข็มกลัด ทำที่เปิดขวด ซึ่งทำจากผ้าพลาสติก เป็นงานสร้างสรรค์มาก และคนสุดท้าย น้องแตมคนสวย จากสมุทรปราการ ประทับใจฐานรีไซเคิล ซึ่งเลือกทำสิ่งประดิษฐ์จาก หอย เพราะที่เกาะ Batam และที่พวกเราพัก มีหอยทากมากมาย ก็ได้เป็นหนึ่งกิจกรรม ทำเป็นพวงกุญแจ ทำแม็กเนกติดตู้เย็น นำมาเพ้นท์ให้สวยทำได้ไม่ยาก ทำให้รู้สึกว่าเราได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีมากมาทำให้เกิดประโยชน์ ส่วนพี่ตุ๊กสนใจทุกฐาน ไม่ว่าจะเป็นฐานทำผ้าบาติก ฐานกาชาด ฐานกฎหมายมนุษยธรรม ซึ่งพี่ตุ๊กบอกว่าสนใจสื่อการสอนของเขา ซึ่งยังไม่เห็นที่เมืองไทยทำ แอบถ่ายรูปมาด้วย จะบอกว่าเป็นภาพพลิกแบบแขวน มองเห็นชัดเจนมีขนาดใหญ่เท่าโปสเตอร์ ทั้งด้านบนและด้านล่าง เจาะรูไขว้สอนได้ไม่ต้องถือหรือตั้งโต๊ะ  และฐานสุดท้ายเป็นกิจกรรมบุกเบิก ผจญภัย สนุกดี ท้าทายดี

              ตกกลางคืน เป็นเวลาของประเทศไทยที่จะแสดงวัฒนธรรม พวกเราใส่ชุดเหมือนกัน  สีเหลืองทองได้รับความอนุเคราะห์ จากอาจารย์นาฏศิลป์ โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ  เมื่อเข้ามาในงาน พวกเราโดนเรียกให้ถ่ายรูปจนเหนื่อย (นี่ยังไม่ได้แสดงเลยนะ)

             เมื่อถึงเวลา พวกเรานำเสนอด้วยการรำวงมาตรฐาน โดยใช้เพลงลอยกระทง แล้วให้สมาชิกมีส่วนร่วมโดยเฉพาะผู้อำนวยการกาชาด Batam ท่านให้ความร่วมมือเป็นอย่างยิ่ง ตอนแรกคิดว่าจะเชิญในขณะที่แสดงเลย แต่พี่ตุ๊กบอกว่า การจะเชิญผู้ใหญ่ต้องให้ท่านรู้ตัวก่อน และต้องให้ตอบตกลง ไม่ใช่อยู่ๆ ก็เชิญขึ้นเลย ไม่ได้เด็ดขาด เสียมารยาทอย่างมาก พวกเราก็ได้เรียนรู้ว่า จะทำอะไร ต้องระวัง โดยเฉพาะที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ (ขอบคุณค่ะ) กว่างานจะเลิกก็เกือบ 23 .00 น.ง่วนนอนมาก เราไปนอนกันเถอะ หมดอีกวันแล้ว รู้สึกเร็วจัง

            วันสุดท้าย วันที่ 25 มิถุนายน 2553 คิดแล้วก็ใจหายอยู่เหมือนกัน เช้าวันนี้พวกเรามีพิธีปิดค่าย จริงๆ แล้วจะต้องมีการแสดงละครเกี่ยวกับปฐมพยาบาล การเตรียมรับมือภัยพิบัติ ซึ่งอีฟกับอูม ก็มีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมนี้ด้วย แต่ฟ้าไม่เป็นใจให้พวกเราเป็นดาราเอาเสียเลย เพราะระหว่างพิธีปิดค่ายฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก  เหมือนมีพายุเข้าฟ้าดำมืด ทะเลมองไม่เห็นว่าน้ำกับฟ้าอยู่ตรงไหน สึนามิหรือเปล่า ?? น่ากลัวมาก ?? ส่วนพี่ตุ๊กก็ได้รับเชิญให้อยู่ในปะรำพิธี (ใครจะช่วยพวกเราเนี่ย) และพิธีปิดก็ต้องหยุดแล้วให้เจ้าหน้าที่ผู้นำทุกประเทศเข้าห้องประชุม ส่วนเด็กๆ ก็หลบฝน ก็ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีอีกเรืองที่พวกเราไม่ต้องผจญภัยกับฝนที่ตกหนัก เพราะเพื่อนๆชาวอินโดนีเซีย ไม่ยอมหลบฝนเลย มีเลือดรักชาติจริงๆ หลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้วผู้จัดได้พาทุกคนในค่ายไปช็อปปิ้ง ที่ เมือง Batam ใช้รถของทหารมารับด้วย ตื่นเต้นดี พวกเราดีใจมากจะได้ซื้อของฝากคนที่เมืองไทย เป็นห้างที่ใหญ่มากพอๆ กับมาบุญครอง เดินไปที่ ซุปเปอร์มาเก็ต ของถ้าเทียบกับเมืองไทยก็พอๆกัน แต่พวกเราก็อยากได้ฉลากที่เขียนว่า อินโดนีเซีย เราเอาเงินมารวมกันทั้งหมดทั้ง 5 คน มีถึง 280,000 ดูเหมือนกับเยอะ แต่ที่ไหนได้ คิดเป็นเงินไทยได้ 800 บาทเอง ฮ่า ฮ่า แล้วตอนนี้ทำอย่างไรดีล่ะ ของเต็มรถเข็นเลย ก็เลยมีข้อตกลงว่าเริ่มที่ คนละ 3 ชิ้นก่อน ถ้าพอก็ค่อยๆเพิ่ม ลุ้นราคาที่เคาน์เตอร์ สนุกมาก ว่าจะถึงเท่ากับเงินที่พวกเรามีอยู่ไหม? สุดท้ายของที่เต็มรถ ก็ได้ทุกคน เฮ้ ดีใจจังเลย ถึงเวลาค่ำคืน พวกเราได้รับให้แสดงอีกครั้ง แต่เป็นเรื่องของการเต้น หรือร้องเพลง พวกเราเลือกทั้งสองอย่าง ทำให้ทุกคนที่ร่วมกิจกรรมในช่วงกลางคืนมีความสุข สนุกมาก เรานำเพลงของเบิร์ด ธงชัย แมคอินไตย “เพลงจับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน และโอ้ละเนอ มายเลิฟ “ทุกคนในงานมีส่วนร่วมแม้กระทั่งพี่ๆดีเจ ยังมาร่วมสนุกกับพวกเรา ลงมาจากเวทีพวกเราหมดแรง เพราะพวกเราแดนซ์กระจายเหมือนทิ้งทวน แม้กระทั่งพี่ตุ๊ก แหมเอวเป็นเอวเลยนะคะ (พึ่งเห็นว่าพี่ตุ๊กก็มีเอวกับเค้าเหมือนกัน ฮ่า ฮ่า) หลังจากนั้นพวกเราก็เดินสายแลกเปลี่ยนของที่ระลึก ให้แก่เพื่อนในค่าย เป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้กับพวกเรา เป็นคืนที่ปิดค่ายที่สนุกมาก คืนนี้พวกเราอยู่กันดึกมาก เพราะว่าพรุ่งนี้พวกเราต้องเดินทางกลับตั้งแต่เช้า ตอนแรกนัดกันว่าจะออกจากค่ายตั้งแต่เวลา 07.00 น. เพื่อให้ทันเรือรอบแรก ประมาณ 08.30 น. ซึ่งเมื่อถึงสิงคโปร์เวลาจะเปลี่ยนมากกว่าเดิม 1 ชั่วโมง ถ้าเช่นนั้นแสดงว่าพวกเราจะถึงท่าเรือสิงคโปร์ประมาณ 10.30 น. กว่าที่พวกเราจะผ่านด่านตรวจของสิงคโปร์ ก็ เกือบ 12.00 น. หิวข้าวแล้ว ดีนะที่เรากินมาม่า บนเรือ เสียก่อน ไม่งั้นอดได้ถ่ายรูปกับเมอร์ไลออน พวกเราทำเวลากันมาก นำของไปฝากที่ห้างแถวนั้น แล้วนั่งรถแท็กซี่ 2 คัน ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า  สิงคโปร์ไม่ยอมให้มีผู้โดยสารเกิน 4 คน ดังนั้น ต้องแท็กซี่ 2 คัน ปกติจากท่าเรือถึงที่ถ่ายรูปเมอร์ไลออนใช้เวลาเพียง 15 นาที แต่วันนี้ โชคดีอีกแล้ว ที่ประเทศสิงคโปร์มีการซ้อมรบ ด้านการทหาร นำรถถังออกมา มองจนสุดลูกหูลูกตา ยังไม่สุดเลย เห็นทหารสิงคโปร์เด็กมาก ตอนแรกนึกว่านักศึกษา รด. แต่ที่ไหนได้ทหารเกณฑ์ทั้งน้านๆ  แล้วสาวสาว อยากได้ชอกโกแลต  จึงพาไปห้างแต่เวลาของเราไม่พอ เพราะพวกเราจะต้องถึงสนานบิน อย่างช้า 14.30 น. ตอนนี้พวกเรารู้จักคำว่า หลวงพ่อโกย เพราะรีบเร่งไปทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการไปนำกระเป๋าจากท่าเรือ การขึ้นรถเหมาจ้างไปสนามบิน การลงรถ เมื่อรถหยุดหน้าสนามบิน ทุกคนต้องพร้อมที่จะกระโจนออกจากรถ พร้อมกับจับกระเป๋าวิ่งให้ทันการเช็คตั๋วเครื่องบิน พวกเราเกือบจะเป็นคณะสุดท้ายในการเช็คตั๋ว แต่ก็ไม่ใช่ ดีใจจัง เมื่อได้ตั๋วแล้ว ก็สบายใจ มีเวลาช็อปปิ้งในสนามบินสิงคโปร์ ซัก 10 นาที แต่ของแพงมาก ทุกคนไม่ได้อะไร ตกลงใจว่าไปซื้อบ้านเราดีกว่า  เมื่อถึงเวลาขึ้นเครื่อง เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ อย่างปลอดภัย และพกความโชคดี ตั้งแต่เริ่ม จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย ...........พวกเรารู้แล้วว่า Batam ชื่อแปลกๆ เนี่ย คือ อะไร? มันก็คือ เกาะแห่งความโชคดีของพวกเราทั้ง 5 คน เป็นเกาะและค่ายแห่งความทรงจำตลอดไป Goog Lang Batam

                      

                                          

สวทช.nectecSCBInet